Key Highlight
- REM Sleep คือ ช่วงการนอนที่สมองทำงานสูงและฝันมากที่สุด
- มีผลต่อความจำ การเรียนรู้ และอารมณ์
- ควรมีประมาณ 20-25% ของเวลานอนทั้งหมด หรือ 1.5-2 ชั่วโมงต่อคืนสำหรับผู้ใหญ่
- REM รอบแรกเกิดประมาณ 90 นาทีหลังหลับ คืนหนึ่งมีวงจรการนอน 4-6 รอบ การนอนหลับไม่ลึก = REM ไม่พอ = ตื่นมาไม่สดชื่น
- ปรับพฤติกรรมและเลือกที่นอนที่เหมาะสม ช่วยลดสิ่งรบกวนที่ทำให้วงจรการนอนขาดตอน
เคยไหม นอนครบ 7-8 ชั่วโมง แต่ตื่นมาแล้วยังรู้สึกไม่สดชื่น? หนึ่งในสาเหตุที่หลายคนไม่รู้คือ "คุณอาจนอนครบเวลา แต่ไม่ได้หลับลึกในช่วง REM Sleep อย่างเพียงพอ"
REM Sleep เป็นช่วงการนอนที่มีผลต่อสมอง ความจำ อารมณ์ และคุณภาพชีวิตโดยรวม หากขาดช่วงนี้ไป แม้จะนอนนานแค่ไหนก็ยังรู้สึกเหมือนไม่ได้พักผ่อนจริง
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักว่า REM Sleep คือ อะไร สำคัญแค่ไหน และมีวิธีเพิ่มคุณภาพการนอนอย่างไรให้หลับลึกขึ้นทุกคืน
เรียบเรียงโดย: ทีมงาน Mattress City • อัปเดตล่าสุด: 18 กันยายน 2026 • ข้อมูลด้านสรีรวิทยาการนอนในบทความนี้อ้างอิงจาก Sleep Foundation และ Cleveland Clinic ส่วนเนื้อหาเรื่องที่นอนและห้องนอนเป็นข้อมูลด้านการจัดสภาพแวดล้อมการนอน ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์
REM Sleep คืออะไร?
REM Sleep คือ ช่วงการนอนหลับที่ดวงตาเคลื่อนไหวเร็ว (Rapid Eye Movement) สมองทำงานสูงใกล้เคียงตอนตื่น แต่กล้ามเนื้อทั่วร่างกายอยู่ในภาวะอัมพาตชั่วคราว เป็นช่วงที่ฝันชัดเจนที่สุดและสมองจัดเก็บความทรงจำ
ในวงการแพทย์ REM Sleep ยังถูกเรียกว่า Paradoxical Sleep เพราะมีความขัดแย้งกัน สมองตื่น แต่ร่างกายไม่ขยับ กลไกอัมพาตชั่วคราวนี้ป้องกันไม่ให้เราขยับตามความฝัน
โดยปกติวงจรการนอนจะสลับระหว่าง REM และ Non-REM Sleep ตลอดทั้งคืน และ REM จะเกิดถี่ขึ้นในช่วงใกล้เช้า
ไทม์ไลน์วงจรการนอน REM Sleep เกิดขึ้นตอนไหนของคืน?
REM Sleep รอบแรกเกิดขึ้นประมาณ 90 นาทีหลังจากเริ่มหลับ และยาวเพียงประมาณ 10 นาที จากนั้นจะยาวขึ้นในทุกรอบถัดไปจนถึงประมาณ 60 นาทีในรอบสุดท้ายก่อนตื่น คืนหนึ่งร่างกายจะวนวงจรการนอนหลับประมาณ 4-6 รอบ
ความยาวของแต่ละรอบไม่เท่ากัน รอบแรกสั้นที่สุดอยู่ที่ประมาณ 70-100 นาที ส่วนรอบถัดไปยาวขึ้นเป็นประมาณ 90-120 นาที เฉลี่ยแล้วรอบละราว 90 นาที เมื่อรวมทั้งคืน ผู้ใหญ่จะได้ REM Sleep ประมาณ 90-120 นาที หรือ 1.5-2 ชั่วโมง
|
รอบที่ |
ความยาวของวงจร |
REM ในรอบนั้น |
ระยะที่เด่นในรอบนั้น |
|
รอบที่ 1 |
70-100 นาที |
เริ่มประมาณ 90 นาทีหลังหลับ ยาวประมาณ 10 นาที |
N3 หลับลึกยาวที่สุดของคืน ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง |
|
รอบที่ 2-3 |
90-120 นาที |
ยาวขึ้นกว่ารอบแรก |
N2 ครองเวลาส่วนใหญ่ N3 เริ่มสั้นลง |
|
รอบที่ 4-6 ช่วงใกล้เช้า |
90-120 นาที |
ยาวขึ้นได้ถึงประมาณ 60 นาที |
REM ครองเวลาส่วนใหญ่ ฝันชัดเจนที่สุด |
|
รวมทั้งคืน |
4-6 รอบ |
ประมาณ 90-120 นาที หรือ 20-25% ของเวลานอน |
มีครบทั้ง N1 N2 N3 และ REM สลับกันไป |
จุดที่คนส่วนใหญ่มองข้ามคือ REM ก้อนใหญ่ที่สุดอยู่ในช่วงท้ายของคืน การตัดเวลานอนให้สั้นลง 1-2 ชั่วโมงด้วยการตื่นเช้ากว่าปกติ จึงไปตัดรอบที่ 5 และรอบที่ 6 ซึ่งเป็นรอบที่ REM ยาวที่สุดออกไปก่อน
และถ้าเกิดการตื่นย่อย (micro-awakening) กลางรอบ วงจรการนอนจะขาดตอน ร่างกายต้องไล่ระยะการนอนใหม่แทนที่จะเดินหน้าเข้าสู่ REM ตามลำดับ นี่คือเหตุผลที่คนที่พลิกตัวบ่อยหรือตื่นกลางดึกได้ REM น้อยกว่าที่ควร แม้จะนอนครบชั่วโมง

เกิดอะไรขึ้นในร่างกายระหว่าง REM Sleep?
ในช่วง REM Sleep ร่างกายและสมองจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น:
- สมองทำงานสูง (ใกล้เคียงตอนตื่น)
- เกิดความฝันที่ชัดเจน ร่างกาย "หยุดการเคลื่อนไหวชั่วคราว" (Muscle paralysis)
- หัวใจเต้นเร็วขึ้น และการหายใจไม่สม่ำเสมอ
- สมองจัดเก็บความจำและประมวลผลข้อมูล
- ดวงตาเคลื่อนไหวเร็วใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท
- กล้ามเนื้ออัมพาตชั่วคราวเฉพาะกล้ามเนื้อโครงร่าง (Muscle Atonia) ป้องกันการขยับตามฝัน
- อุณหภูมิร่างกายขึ้น-ลงไม่คงที่
เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่ "สมองกำลังรีเซ็ตตัวเอง"
Non-REM Sleep คือ อะไร? แบ่งระยะอย่างละเอียด
Non-REM Sleep (NREM) คือ ช่วงการนอนหลับที่ร่างกายเข้าสู่การพักผ่อนลึก เน้นซ่อมแซมร่างกาย แตกต่างจาก REM Sleep ที่เน้นซ่อมแซมสมอง แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ N1, N2, N3
ระยะ N1: หลับตื้น (Light Sleep)
- กินเวลาประมาณ 1-5 นาที เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากตื่นสู่หลับ
- คิดเป็น 2-5% ของเวลานอนทั้งหมด
- อาจเกิดอาการกระตุก (hypnic jerk) หรือสะดุ้ง
ระยะ N2: หลับปานกลาง (Core Sleep)
- กินเวลานานที่สุด ประมาณ 45-55% ของเวลานอน
- อุณหภูมิร่างกายลดลง หัวใจเต้นช้าลง
- เป็นระยะที่สมองเริ่มจัดการความจำเบื้องต้น
ระยะ N3: หลับลึก (Deep Sleep / Slow-Wave Sleep)
- ประมาณ 13-23% ของเวลานอน
- คลื่นสมองช้ามาก (Delta waves)
- ร่างกายซ่อมแซมเซลล์ เสริมภูมิคุ้มกัน หลั่งฮอร์โมนเติบโต
- หากถูกปลุกในช่วงนี้จะรู้สึกงัวเงียมาก
ช่วงนี้ร่างกายจะฟื้นฟูตัวเอง เช่น ซ่อมแซมกล้ามเนื้อ และเสริมภูมิคุ้มกัน
REM Sleep vs NREM Sleep ต่างกันอย่างไร?
ความต่างหลักคือ REM เน้นฟื้นฟูสมอง ความจำ และอารมณ์ ส่วน NREM เน้นฟื้นฟูร่างกาย ซ่อมแซมเซลล์ และเสริมภูมิคุ้มกัน โดย REM คิดเป็น 20-25% ของเวลานอน ส่วน NREM คิดเป็น 75-80%
ตารางเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด:
|
|
REM Sleep |
NREM Sleep |
|
การทำงานของสมอง |
สูง |
ต่ำลง |
|
ความฝัน |
มากและชัดเจน |
น้อย |
|
การฟื้นฟูร่างกาย |
เน้นสมอง |
เน้นร่างกาย |
|
การเคลื่อนไหว |
มากขึ้นตอนเช้า |
มากในช่วงต้นคืน |
|
ช่วง |
20-25% |
75-80% |
ซึ่งการนอนหลับทั้งสองช่วงสำคัญและต้องมี "สมดุล"
REM Sleep ควรเท่าไหร่? แยกตามช่วงอายุ
REM Sleep ควรเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับอายุ ผู้ใหญ่ทั่วไปควรมี REM Sleep ประมาณ 20-25% ของเวลานอน หรือ 1.5-2 ชั่วโมงต่อคืน (จากการนอน 7-8 ชั่วโมง) ส่วนเด็กและทารกต้องการ REM Sleep มากกว่านี้มาก
- ผู้ใหญ่: ประมาณ 20-25% ของเวลานอน
- วัยรุ่น: ประมาณ 20-25%
- เด็ก: สูงถึง 30-50%
- ผู้สูงอายุ: อาจลดลงเหลือ 15-20%
- ทารก (0-1 ปี): สูงถึง 50% ของเวลานอน เพราะสมองอยู่ในช่วงพัฒนาเข้มข้น
ตัวอย่าง: ถ้านอน 8 ชั่วโมง ควรมี REM Sleep ประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง
ตารางชั่วโมงการนอนที่แนะนำแยกตามช่วงอายุ
ก่อนจะดูว่า REM พอหรือไม่ ต้องดูก่อนว่านอนครบชั่วโมงที่ร่างกายต้องการหรือยัง เพราะ REM เป็นสัดส่วนหนึ่งของเวลานอนทั้งหมด ชั่วโมงการนอนที่แนะนำด้านล่างอ้างอิงจาก Sleep Foundation ส่วนสัดส่วน REM เป็นค่าโดยประมาณตามช่วงวัย
|
ช่วงอายุ |
ชั่วโมงการนอนที่แนะนำต่อวัน |
สัดส่วน REM โดยประมาณ |
|
ทารกแรกเกิด (0-3 เดือน) |
14-17 ชั่วโมง |
สูงถึง 50% |
|
ทารก (4-11 เดือน) |
12-15 ชั่วโมง |
สูงถึง 50% |
|
เด็กเล็ก (1-2 ปี) |
11-14 ชั่วโมง |
30-50% |
|
วัยก่อนเรียน (3-5 ปี) |
10-13 ชั่วโมง |
30-50% |
|
วัยเรียน (6-13 ปี) |
9-11 ชั่วโมง |
30-50% |
|
วัยรุ่น (14-17 ปี) |
8-10 ชั่วโมง |
20-25% |
|
ผู้ใหญ่ตอนต้น (18-25 ปี) |
7-9 ชั่วโมง |
20-25% |
|
ผู้ใหญ่ (26-64 ปี) |
7-9 ชั่วโมง |
20-25% |
|
ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) |
7-8 ชั่วโมง |
15-20% |
วิธีอ่านตาราง: ผู้ใหญ่อายุ 35 ปีที่นอน 8 ชั่วโมง ควรมี REM Sleep ประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง แต่ถ้านอนแค่ 5 ชั่วโมง แม้สัดส่วน REM จะยังอยู่ที่ 20-25% เท่าเดิม จำนวนนาทีจริงที่ได้จะหายไปเกือบครึ่ง
หากใช้ smart watch (เช่น Garmin, Apple Watch, Fitbit) วัดค่า REM แล้วต่ำกว่า 15% ต่อเนื่อง ควรพิจารณาปรับพฤติกรรมการนอนหรือปรึกษาแพทย์
REM Sleep สำคัญต่อสมองและสุขภาพอย่างไร?
REM Sleep สำคัญเพราะเป็นช่วงที่สมองจัดเก็บความจำ ประมวลผลอารมณ์ และจัดระเบียบเส้นใยประสาท หากขาดช่วงนี้ ผลจะปรากฏที่ความจำ อารมณ์ และสมาธิก่อนอย่างอื่น
REM Sleep ไม่ได้มีไว้แค่ "ฝัน" แต่ยังสำคัญ
- การจดจำและการเรียนรู้
- การจัดการอารมณ์ ลดความเครียด
- การคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์
- สุขภาพจิตโดยรวม
- การฟื้นฟูระบบประสาท สมองจัดระเบียบเส้นใยประสาท
หาก REM ไม่พอ อาจทำให้
- ความจำแย่ลง
- หงุดหงิดง่าย
- สมองล้า คิดช้า
- ภูมิคุ้มกันต่ำลงเมื่อขาด REM ต่อเนื่องยาวนาน
7 วิธีเพิ่ม REM Sleep ทำอย่างไรให้หลับลึกขึ้น
วิธีเพิ่ม REM Sleep ที่ได้ผลจริงคือทำให้วงจรการนอน 4-6 รอบเดินครบโดยไม่ถูกขัดกลางทาง ด้วยการนอนเป็นเวลา เลี่ยงแสงและคาเฟอีนก่อนนอน และจัดห้องนอนกับที่นอนไม่ให้รบกวนการหลับ
ลองปรับพฤติกรรมง่าย ๆ เหล่านี้:
1. นอนให้เป็นเวลา (Sleep Routine)
เข้านอน-ตื่นนอนเวลาเดิมทุกวัน รวมถึงวันหยุด ช่วยให้นาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) เสถียร ส่งผลให้เข้า REM ได้สม่ำเสมอขึ้น
2. หลีกเลี่ยงหน้าจอ 1 ชั่วโมงก่อนนอน
แสงสีฟ้าจาก smartphone, tablet, TV ยับยั้งการหลั่ง Melatonin ทำให้หลับยากและกระทบ REM cycle
3. ลดคาเฟอีนและแอลกอฮอล์
- คาเฟอีน: เลี่ยง 6 ชั่วโมงก่อนนอน
- แอลกอฮอล์: แม้ทำให้หลับง่าย แต่ลด REM Sleep โดยตรง โดยเฉพาะครึ่งคืนแรก
4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
30 นาทีต่อวัน แบบ moderate ช่วยเพิ่ม Deep Sleep และ REM แต่ไม่ควรออกใกล้เวลานอน (ภายใน 2 ชั่วโมง)
5. ปรับสภาพแวดล้อมห้องนอน
- อุณหภูมิห้อง 22-25°C (สำคัญในไทยที่อากาศร้อนชื้น)
- แสง: มืดสนิท ใช้ผ้าม่านทึบแสงหรือ eye mask
- เสียง: เงียบหรือใช้ white noise
6. ฝึก Relaxation ก่อนนอน
หายใจลึก, meditation 10 นาที, อ่านหนังสือ ลดระดับ Cortisol ที่ขัดขวาง REM
7. เลือกที่นอนที่รองรับสรีระและไม่ทำให้ตื่นกลางดึก
นี่คือปัจจัยที่หลายคนมองข้าม การตื่นกลางดึกบ่อย ๆ ตัดวงจร REM ทันที ที่นอนที่ดีต้องรองรับกระดูกสันหลัง ลดแรงกดทับ ระบายอากาศดี และไม่ยุบตัว
RBD (REM Sleep Behavior Disorder) เมื่อ REM ผิดปกติ
RBD หรือ REM Sleep Behavior Disorder คือ ภาวะที่กลไกอัมพาตชั่วคราวใน REM Sleep ทำงานผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยขยับร่างกายตามความฝันได้จริง เช่น เตะ ตะโกน ละเมอลุกขึ้นเดิน หรือต่อสู้
RBD แตกต่างจาก:
- ผีอำ (Sleep Paralysis): ตื่นแต่ขยับไม่ได้ กลไกอัมพาตยังคงอยู่ผิดเวลา
- ละเมอเดิน (Sleepwalking): เกิดในช่วง Deep Sleep (NREM) ไม่ใช่ REM
อาการเตือนของ RBD:
- ฝันรุนแรงและขยับตามอย่างชัดเจน
- คู่นอนสังเกตเห็นการเตะ ต่อย ตะโกน
- บาดเจ็บจากการขยับขณะหลับ
- มักพบในผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป และอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคพาร์กินสัน
หากสงสัย ควรปรึกษาแพทย์ Sleep Specialist เพื่อทำ Sleep Study (Polysomnography)
สิ่งที่ทำลาย REM Sleep พฤติกรรมที่ควรเลี่ยง
สิ่งที่ทำลาย REM Sleep มากที่สุดคือทุกอย่างที่ทำให้วงจรการนอนขาดตอนกลางรอบ ตั้งแต่ความเครียดและแสงจากหน้าจอ ไปจนถึงที่นอนที่ยุบตัวและอุณหภูมิห้องที่ไม่เหมาะสม
- ความเครียดสะสม
- ใช้มือถือก่อนนอน
- นอนดึกเป็นประจำ
- ที่นอนไม่สบาย / ยุบตัว
- เสียงรบกวน
- อุณหภูมิห้องไม่เหมาะสม
- การใช้ยาบางชนิด เช่น ยา Antidepressant (SSRI) บางตัวลด REM
สิ่งเหล่านี้ทำให้วงจรการนอนขาดตอนและลด REM Sleep โดยตรง

หากนอนหลับไม่เพียงพอ ส่งผลอะไร?
การนอนไม่เพียงพอต่อเนื่องส่งผลทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตั้งแต่อ่อนเพลียและสมาธิลดลงในวันถัดไป ไปจนถึงความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน และภาวะซึมเศร้าเมื่อสะสมเป็นเวลานาน
- อ่อนเพลียเรื้อรัง
- สมาธิลดลง
- ภูมิคุ้มกันต่ำ
- เสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวาน
- อารมณ์แปรปรวน / เครียดง่าย
- ความดันโลหิตสูง
- เพิ่มความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล
- เร่งกระบวนการเสื่อมของสมองในระยะยาว
ข้อมูลจาก Cleveland Clinic ระบุว่าการนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อเนื่องเพิ่มความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญ
ที่นอน: ปัจจัยสำคัญที่หลายคนมองข้าม
หลายคนโฟกัสแค่ชั่วโมงการนอน แต่ลืมว่า คุณภาพของที่นอน คือสิ่งที่กำหนดว่าคุณจะเข้าสู่ REM Sleep ได้ลึกแค่ไหน
ที่นอนที่ดีควรมีคุณสมบัติ:
- รองรับสรีระกระดูกสันหลังอย่างเหมาะสม
- ลดแรงกดทับ (Pressure Relief)
- ไม่ยุบตัวจนต้องพลิกตัวบ่อย
- ระบายอากาศดี ไม่ร้อน
เพราะการตื่นกลางดึกบ่อย ๆ จะตัดวงจร REM Sleep ทันที
4 ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ทำให้วงจรการนอนไม่ขาดตอน
ที่นอนไม่ได้สร้าง REM Sleep ขึ้นมาเอง แต่ช่วยลดสิ่งรบกวนที่ทำให้วงจรการนอน 4-6 รอบต่อคืนขาดตอนกลางทาง มี 4 จุดที่ควบคุมได้จริง
- ที่นอนที่ยุบตัวเป็นแอ่ง ทำให้กระดูกสันหลังไม่อยู่แนวตรงและเกิดจุดกดทับ ร่างกายจึงพลิกตัวถี่และเกิดการตื่นย่อย (micro-awakening) ที่ตัดวงจรก่อนจะไปถึง REM ในรอบนั้น
- Motion Transfer จากคู่นอน คือแรงสั่นสะเทือนที่ส่งข้ามเตียงเวลาอีกฝ่ายพลิกตัวหรือลุกเข้าห้องน้ำ ที่นอนสปริงแบบ Pocket Spring ที่แยกสปริงเป็นอิสระจะส่งแรงสั่นข้ามฝั่งน้อยกว่าสปริงแบบต่อเนื่อง
- การถ่ายเทความร้อนของวัสดุ ร่างกายต้องลดอุณหภูมิแกนกลางลงจึงจะเข้าสู่หลับลึกและ REM ได้ ที่นอนที่กักเก็บความร้อนจึงทำให้หลับยากขึ้น ที่นอนยางพาราที่มีรูพรุนในเนื้อวัสดุ หรือโฟมแบบ Open-cell ระบายความร้อนได้ดีกว่า Memory Foam เนื้อแน่น
- อุณหภูมิห้อง 22-25°C ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะกับการนอนในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบไทย ใช้ร่วมกับ ผ้าปูที่นอนเนื้อระบายอากาศ จะช่วยไม่ให้ตื่นเพราะร้อนกลางดึก
ถ้ายังไม่พร้อมเปลี่ยนที่นอนทั้งหลัง การเสริม ท็อปเปอร์บนที่นอนเดิม ช่วยลดจุดกดทับได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าที่นอนยุบตัวเป็นแอ่งแล้ว ท็อปเปอร์จะไม่ช่วยแก้ปัญหาที่โครงสร้างของที่นอน
ทั้งหมดนี้เป็นการจัดสภาพแวดล้อมการนอน ไม่ใช่การรักษา หากปรับที่นอน อุณหภูมิห้อง และพฤติกรรมแล้วยังตื่นกลางดึกทุกคืน หรือง่วงผิดปกติในเวลากลางวัน ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับเพื่อตรวจหาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ REM Sleep
Q: REM Sleep เกิดขึ้นตอนไหนของคืน?
A: REM รอบแรกเกิดประมาณ 90 นาทีหลังจากเริ่มหลับ และยาวเพียงราว 10 นาที จากนั้นจะยาวขึ้นในทุกรอบถัดไปจนถึงประมาณ 60 นาทีในรอบสุดท้ายก่อนตื่น REM ก้อนใหญ่ที่สุดจึงอยู่ในช่วงใกล้เช้า
Q: คืนหนึ่งมีวงจรการนอนกี่รอบ?
A: ประมาณ 4-6 รอบต่อคืน รอบแรกยาว 70-100 นาที รอบถัดไปยาวขึ้นเป็น 90-120 นาที เฉลี่ยรอบละราว 90 นาที
Q: REM Sleep กี่ชั่วโมงถึงจะพอ?
A: ผู้ใหญ่ควรได้ REM ประมาณ 90-120 นาที หรือ 1.5-2 ชั่วโมงต่อคืน คิดเป็น 20-25% ของเวลานอนทั้งหมด จากการนอน 7-9 ชั่วโมงตามคำแนะนำของ Sleep Foundation
Q: ควรนอนกี่ชั่วโมงต่อคืนตามช่วงอายุ?
A: Sleep Foundation แนะนำ ทารกแรกเกิด 14-17 ชั่วโมง ทารก 4-11 เดือน 12-15 ชั่วโมง เด็กวัยเรียน 9-11 ชั่วโมง วัยรุ่น 8-10 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ 7-9 ชั่วโมง และผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 7-8 ชั่วโมง
Q: REM Sleep สำคัญกว่าหลับลึก (Deep Sleep) ไหม?
A: ทั้งสองอย่างสำคัญคนละด้าน Deep Sleep ฟื้นฟูร่างกาย ส่วน REM ฟื้นฟูสมอง
Q: ทำไมฝันเยอะช่วงใกล้เช้า?
A: เพราะช่วง REM จะยาวขึ้นในตอนปลายของการนอน จากราว 10 นาทีในรอบแรก เป็นประมาณ 60 นาทีในรอบสุดท้าย
Q: ดื่มแอลกอฮอล์ช่วยให้หลับดีจริงไหม?
A: อาจช่วยให้หลับเร็ว แต่จะลดคุณภาพ REM Sleep
Q: ตื่นกลางดึกบ่อย ส่งผลต่อ REM ไหม?
A: ส่งผลโดยตรง เพราะทำให้วงจรการนอนขาดตอน ร่างกายต้องไล่ระยะการนอนใหม่แทนที่จะเดินหน้าเข้าสู่ REM ของรอบนั้น
Q: Smart watch วัดค่า REM Sleep แม่นยำแค่ไหน?
A: Smart watch อย่าง Garmin, Apple Watch, Fitbit ใช้ heart rate variability กับ motion sensor ประมาณค่า REM ได้แม่นยำในระดับเทรนด์ แต่ไม่ละเอียดเท่า Sleep Study (Polysomnography) ใช้เป็น guideline ส่วนตัวได้ดี
Q: ที่นอนแบบไหนช่วยให้วงจรการนอนไม่ขาดตอน?
A: ที่นอนที่ระบายอากาศดี รองรับสรีระ ไม่ยุบตัว และส่ง Motion Transfer ต่ำ เช่น Pocket Spring ผสม Latex หรือ Memory Foam ที่มีระบบระบายความร้อน รุ่นที่แนะนำ เช่น LOTUS Arctic Zen หรือ Dunlopillo Miracle ทั้งนี้เป็นการลดสิ่งรบกวนที่ทำให้ตื่นกลางดึก ไม่ใช่การเพิ่ม REM Sleep โดยตรง
สรุป
REM Sleep คือ หัวใจสำคัญของการนอนที่ดี ไม่ใช่แค่นอนครบเวลา แต่ต้องหลับลึกและมีคุณภาพ
จำตัวเลขหลักไว้ 3 ชุด คือ REM รอบแรกเกิดที่ประมาณ 90 นาทีหลังหลับ คืนหนึ่งมีวงจรการนอน 4-6 รอบ รอบละราว 90 นาที และผู้ใหญ่ควรได้ REM รวม 1.5-2 ชั่วโมง หรือ 20-25% ของเวลานอน
การปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมถึงการเลือกที่นอนที่เหมาะสม ช่วยลดการตื่นย่อยที่ทำให้วงจรการนอนขาดตอน หลับสนิทขึ้น และตื่นมาสดชื่นกว่าเดิม
แต่ถ้าปรับทั้งพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมการนอนแล้วยังตื่นบ่อย ง่วงผิดปกติตอนกลางวัน หรือมีอาการขยับตามฝันแบบ RBD ควรพบแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับเพื่อตรวจวินิจฉัย เพราะการเปลี่ยนที่นอนเป็นการดูแลสภาพแวดล้อมการนอน ไม่ใช่การรักษา
หากคุณอยากยกระดับคุณภาพการนอน เริ่มจากการเลือกที่นอนที่ใช่กับคุณ เลือก Mattress City เพื่อเปลี่ยนทุกคืนให้เป็นการพักผ่อนที่ลึกและมีคุณภาพอย่างแท้จริง
สนใจสั่งซื้อที่นอนและชุดเครื่องนอนกับ Mattress City
เยี่ยมชมสินค้าประเภท ที่นอน
เยี่ยมชมสินค้าประเภท ชุดผ้าปูที่นอน
เยี่ยมชมสินค้าประเภท ท็อปเปอร์
หรือติดต่อฝ่ายขายและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
เบอร์โทร: 062-246-2494 หรือ 1497
Line Official ID: @mattresscity



แบรนด์ชั้นนำ
สินค้าขายดี
ค้นหาสาขา
ลงทะเบียนรับประกัน

